การตลาด (Marketing) ตั้งเดิม กับปัจจุบัน

การตลาด (Marketing) คือกระบวนการในการสื่อสารและนำเสนอสินค้าและบริการให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสนใจ การรับรู้ และนำไปสู่การซื้อสินค้า ซึ่งการตลาดนั้นครอบคลุมทั้งการวิจัยตลาด การวางแผน การสร้างกลยุทธ์ในการสื่อสารและโปรโมทสินค้าหรือบริการ และการจัดจำหน่าย

องค์ประกอบหลักของการตลาด

  1. Product (ผลิตภัณฑ์) – การพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  2. Price (ราคา) – การตั้งราคาที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงคุณค่าและยินดีจ่าย
  3. Place (ช่องทางจัดจำหน่าย) – การเลือกช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้ถึงมือลูกค้าอย่างสะดวก
  4. Promotion (การส่งเสริมการขาย) – การโปรโมทเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการซื้อผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ โฆษณา การลดราคา หรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย

ประเภทของการตลาด

  1. การตลาดแบบดั้งเดิม – ผ่านสื่อออฟไลน์ เช่น โฆษณาทางทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ และบิลบอร์ด
  2. การตลาดดิจิทัล – ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น โซเชียลมีเดีย การตลาดด้วยคอนเทนต์ การตลาดผ่านอีเมล และโฆษณาผ่าน Google Ads
  3. การตลาดเน้นสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Marketing) – การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเพื่อเพิ่มความภักดีในระยะยาว
  4. การตลาดแบบดึงดูด (Inbound Marketing) – การใช้คอนเทนต์ที่มีคุณค่าเพื่อดึงดูดลูกค้าโดยไม่รบกวน เช่น การสร้างบล็อกโพสต์ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์

กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ

  1. กลยุทธ์ตลาดเป้าหมาย – การกำหนดกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ต้องการเข้าถึง
  2. การวางตำแหน่งแบรนด์ – การสร้างภาพลักษณ์และความแตกต่างให้แบรนด์มีจุดเด่นเฉพาะตัว
  3. การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ – วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและข้อมูลการตลาดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
  4. การใช้เทคโนโลยี – ใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล เช่น AI หรือการวิเคราะห์ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

เทรนด์การตลาดปัจจุบัน

  • การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย: การใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์: การใช้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์เพื่อช่วยโปรโมทแบรนด์หรือสินค้า
  • การตลาดด้วยคอนเทนต์: การสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และให้ความรู้เพื่อดึงดูดลูกค้า
  • การตลาดด้วย AI และ Chatbots: การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อการโต้ตอบลูกค้าและการวิเคราะห์ข้อมูล

การตลาด (Marketing)แบบดั้งเดิม ราคาและค่าใช้จ่าย

การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) คือการโปรโมทสินค้าและบริการผ่านสื่อที่ไม่ใช่ออนไลน์ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา สิ่งพิมพ์ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของสื่อที่เลือกใช้ ขนาดของกลุ่มเป้าหมาย และความยาวหรือระยะเวลาของการโฆษณา มาดูกันว่าการตลาดแบบดั้งเดิมมีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง:

1. โฆษณาทางโทรทัศน์ (Television Advertising)

  • ค่าโฆษณาทางทีวี: ค่าโฆษณาขึ้นอยู่กับช่องที่ออกอากาศ ช่วงเวลาที่ออกอากาศ และระยะเวลาของโฆษณา เช่น โฆษณาทางทีวีช่วง Prime Time มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าช่วงอื่น โดยทั่วไปค่าโฆษณาทางทีวีเริ่มต้นที่หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อนาทีต่อครั้ง และอาจสูงกว่านี้หากเลือกช่วงเวลาออกอากาศที่มีผู้ชมมาก
  • การผลิตโฆษณาทางทีวี: ค่าใช้จ่ายในการผลิตโฆษณา เช่น การถ่ายทำ ตัดต่อ และการใช้บุคคลากรมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและคุณภาพของการผลิต

2. โฆษณาทางวิทยุ (Radio Advertising)

  • ค่าโฆษณาทางวิทยุ: การโฆษณาทางวิทยุมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าโฆษณาทางทีวี ส่วนมากอยู่ในช่วงหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อนาที ขึ้นอยู่กับสถานีและช่วงเวลาที่ออกอากาศ เช่น ช่วง Rush Hour อาจมีราคาสูงกว่าเนื่องจากเป็นช่วงที่คนฟังมาก
  • การผลิตโฆษณาทางวิทยุ: การทำสปอตโฆษณาวิทยุ เช่น การบันทึกเสียงหรือใช้เสียงของผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายนี้เริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทถึงหลักหมื่นบาท

3. โฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Advertising)

  • หนังสือพิมพ์: ค่าโฆษณาในหนังสือพิมพ์ขึ้นอยู่กับขนาดของโฆษณา (หน้าเต็ม ครึ่งหน้า หรือหนึ่งในสี่หน้า) และจำนวนครั้งที่ลงโฆษณา ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับหนังสือพิมพ์ที่เลือก
  • นิตยสาร: การลงโฆษณาในนิตยสารมีราคาสูงกว่าหนังสือพิมพ์ โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดของโฆษณาและตำแหน่งที่ลงในนิตยสาร (เช่น หน้าปก หน้าด้านใน) ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับการเลือกวางในนิตยสารที่มีชื่อเสียงหรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

4. ป้ายโฆษณาและบิลบอร์ด (Billboard Advertising)

  • ค่าเช่าป้ายโฆษณา: ค่าเช่าป้ายโฆษณาขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง (เช่น ใจกลางเมือง ทางด่วน หรือแหล่งชุมชน) ระยะเวลาเช่า (เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือมากกว่า) โดยทั่วไปค่าเช่าป้ายเริ่มต้นที่หลักหมื่นบาทต่อเดือนและอาจสูงถึงหลักแสนบาทในพื้นที่ทำเลดี ๆ
  • การออกแบบและผลิตป้ายโฆษณา: การออกแบบและการผลิตป้ายโฆษณาอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของป้าย

5. การตลาดผ่านการแจกใบปลิวและแผ่นพับ (Flyers & Brochures)

  • การออกแบบและพิมพ์: ค่าออกแบบใบปลิวหรือแผ่นพับเริ่มต้นที่หลักพันบาท ในขณะที่การพิมพ์มีค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่สั่ง โดยทั่วไปอยู่ที่หลักบาทต่อแผ่น การสั่งจำนวนมากมักมีราคาถูกลงต่อชิ้น
  • การกระจายหรือแจกจ่ายใบปลิว: ค่าใช้จ่ายในการกระจายใบปลิวขึ้นอยู่กับจำนวนใบที่แจกและวิธีการแจกจ่าย เช่น การแจกในสถานที่ต่าง ๆ หรือการส่งทางไปรษณีย์ ค่าใช้จ่ายนี้อาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของแคมเปญ

6. การตลาดด้วยการจัดอีเวนต์ (Event Marketing)

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน: เช่น การจองสถานที่ การเช่าบูธหรืออุปกรณ์ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการจัดงานขึ้นอยู่กับขนาดของอีเวนต์ อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาทในงานขนาดใหญ่
  • ค่าโปรโมทงาน: หากต้องการโปรโมทอีเวนต์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดียหรือสื่อท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายนี้จะขึ้นอยู่กับช่องทางและความถี่ในการโปรโมท

การตลาด (Marketing) แบบปัจจุบันและอนาคต ราคาและค่าใช้จ่าย

การตลาดแบบปัจจุบันและอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์และเข้าถึงผู้บริโภค โดยค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปตามเครื่องมือและกลยุทธ์ที่เลือกใช้ ซึ่งบางเทคโนโลยีใหม่สามารถลดต้นทุนได้ ในขณะที่บางแนวทางใหม่อาจต้องการการลงทุนสูงขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด มาดูกันว่ามีองค์ประกอบค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง:

1. การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing)

  • โฆษณาออนไลน์ (Online Advertising): การโฆษณาผ่าน Facebook, Instagram, Google Ads, TikTok, YouTube มีค่าใช้จ่ายที่สามารถกำหนดเองได้ เช่น รายจ่ายต่อคลิก (PPC) หรือรายจ่ายต่อการแสดงผล (CPM) โดยปกติเริ่มต้นที่ประมาณ 100 บาทต่อวัน และสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ตามเป้าหมาย เช่น โฆษณา Google อาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในคำค้นที่มีการแข่งขันสูง
  • การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media Marketing): ค่าใช้จ่ายในการสร้างคอนเทนต์และโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram มีต้นทุนอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและช่วงเวลาที่ใช้งาน

2. การตลาดด้วยเนื้อหา (Content Marketing)

  • การผลิตเนื้อหาวิดีโอ: วิดีโอสั้นและโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้ เช่น วิดีโอ TikTok หรือ Reels มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อวิดีโอ ขึ้นอยู่กับคุณภาพการผลิตและเนื้อหา
  • บล็อกและบทความ SEO: การเขียนบทความเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อบทความ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและความยาวของบทความ

3. การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)

  • การจ้างอินฟลูเอนเซอร์: ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและจำนวนผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์ โดยการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับกลางอาจอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อโพสต์ ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากสามารถมีค่าใช้จ่ายหลักแสนบาทขึ้นไป

4. การตลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Marketing)

  • แชทบอทและการสื่อสารอัตโนมัติ: ค่าใช้จ่ายสำหรับแชทบอท เช่น ChatGPT หรือบริการ AI อื่นๆ มีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ประมาณหลักร้อยถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับระดับการใช้งาน
  • การปรับแต่งเนื้อหาอัตโนมัติ: AI ช่วยสร้างหรือปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ เช่น Jasper หรือ ChatGPT มีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 500-1,000 บาท

5. การวิเคราะห์และการจัดการข้อมูล (Data Analytics and Management)

  • ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล: ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Google Analytics (ฟรี) หรือเครื่องมือขั้นสูงอย่าง Adobe Analytics, Tableau ที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนอยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
  • การจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM): ซอฟต์แวร์ CRM เช่น HubSpot, Salesforce มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่ใช้งาน

6. การตลาดด้วยเทคโนโลยี AR/VR (Augmented and Virtual Reality)

  • การสร้างประสบการณ์ AR/VR: ค่าใช้จ่ายในการสร้างประสบการณ์เสมือนจริง เช่น ทดลองสินค้าหรือจัดแสดงสินค้าในรูปแบบเสมือน มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและคุณภาพ
  • การผลิตคอนเทนต์ AR/VR: ค่าใช้จ่ายในการผลิตแอปหรือฟีเจอร์ AR/VR อาจสูงถึงหลักแสนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการและฟีเจอร์ที่ต้องการ

7. การตลาดด้วยเทคโนโลยีเสียง (Voice Marketing)

  • โฆษณาผ่านพอดแคสต์: การโฆษณาผ่านพอดแคสต์หรือการสร้างเนื้อหาสำหรับ Smart Speakers มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อแคมเปญ ขึ้นอยู่กับความนิยมของรายการพอดแคสต์และขนาดของกลุ่มผู้ฟัง
  • SEO สำหรับการค้นหาด้วยเสียง: การปรับเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาด้วยเสียง มีค่าใช้จ่ายในการปรับ SEO ที่อาจเริ่มต้นที่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท

8. การตลาดแบบอัตโนมัติ (Marketing Automation)

  • การใช้งานแพลตฟอร์ม Automation: เครื่องมือการตลาดอัตโนมัติ เช่น HubSpot, Marketo, หรือ ActiveCampaign มีค่าใช้จ่ายรายเดือนตั้งแต่หลักพันบาทถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และขนาดของข้อมูลที่จัดการ
  • การสร้างแคมเปญอีเมลอัตโนมัติ: การใช้เครื่องมือสำหรับการตลาดผ่านอีเมล ค่าใช้จ่ายอยู่ในช่วงหลักพันบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกและฟีเจอร์ของเครื่องมือที่ใช้งาน

เปรียบเทียบ ราคาและค่าใช้จ่าย ระหว่างการตลาด (Marketing)แบบดั้งเดิม และการตลาด (Marketing) แบบปัจจุบันและอนาคต

ต่อไปนี้คือตารางเปรียบเทียบราคาและค่าใช้จ่ายระหว่าง การตลาดแบบดั้งเดิม และ การตลาดแบบปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้เห็นความแตกต่างของค่าใช้จ่ายและเครื่องมือที่ใช้ในแต่ละประเภทการตลาด:

ประเภทการตลาดการตลาดแบบดั้งเดิมการตลาดแบบปัจจุบันและอนาคต
โฆษณาทางโทรทัศน์ค่าโฆษณาเริ่มต้นหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อนาที ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและช่องที่ออกอากาศไม่ค่อยใช้งานในสื่อดิจิทัลที่เข้าถึงเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถใช้ YouTube หรือการถ่ายทอดสดใน TikTok ได้ที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
โฆษณาทางวิทยุหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อนาที ขึ้นอยู่กับสถานีและช่วงเวลาที่ออกอากาศการทำพอดแคสต์เป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อแคมเปญ
สื่อสิ่งพิมพ์ค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อหน้า ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของโฆษณาการเขียนบทความ SEO หรือบล็อกเริ่มต้นที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อบทความ สามารถใช้ซ้ำได้และเข้าถึงออนไลน์ได้ตลอด
ป้ายโฆษณาและบิลบอร์ดค่าเช่าป้ายหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งและระยะเวลาการใช้แคมเปญโฆษณาออนไลน์ (เช่น Google Ads, Facebook Ads) มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าโดยสามารถกำหนดงบได้เองเริ่มต้นที่หลักร้อยบาทต่อวัน
แจกใบปลิวและแผ่นพับค่าออกแบบและพิมพ์ใบปลิวหลักพันถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายในการแจกจ่ายที่เพิ่มเติมการตลาดผ่านอีเมล (Email Marketing) สามารถทำได้ในงบประมาณหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน ผ่านเครื่องมืออัตโนมัติ
การจัดอีเวนต์ค่าใช้จ่ายในการจัดงานหลักหมื่นถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและสถานที่การจัดกิจกรรมออนไลน์ เช่น การสัมมนาเว็บ (Webinar) หรือไลฟ์สดบนโซเชียลมีเดีย มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าโดยอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่น
การตลาดด้วยวิดีโอไม่มีเครื่องมือแบบดั้งเดิมที่ใช้เทคโนโลยีการแสดงผลวิดีโอที่เข้าถึงได้หลากหลายการผลิตวิดีโอสั้น TikTok, Reels มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อวิดีโอ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ง่าย
การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีในตลาดแบบดั้งเดิมการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ค่าใช้จ่ายหลักพันถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตามและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
AI และแชทบอทม่มีเครื่องมือที่สามารถตอบกลับหรือโต้ตอบได้โดยอัตโนมัติแชทบอทและ AI เริ่มต้นที่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการให้บริการลูกค้า
CRM และวิเคราะห์ข้อมูล (CRM จากเรา)การเก็บข้อมูลต้องใช้เอกสารหรือวิธีการเก็บข้อมูลที่ต้องใช้เวลามากและมีค่าใช้จ่ายในการเก็บและจัดการสูงค่าใช้จ่ายในการใช้ CRM เริ่มต้นที่หลักพันบาทต่อเดือน พร้อมฟีเจอร์การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตลาด
AR/VR และประสบการณ์เสมือนไม่มีเทคโนโลยีแบบนี้ในสื่อดั้งเดิมการสร้างประสบการณ์ AR/VR มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท แต่สามารถสร้างความน่าสนใจและแสดงสินค้าแบบมีส่วนร่วมได้

สรุป

การตลาดแบบดั้งเดิมยังคงมีบทบาทในการสร้างการรับรู้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ในขณะที่การตลาดแบบปัจจุบันและอนาคตมีความหลากหลายยืดหยุ่นมากกว่า สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และสามารถปรับงบประมาณได้ตามความเหมาะสม

Scroll to Top