ทั้งสองแนวทางการทำการตลาดมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของธุรกิจและรูปแบบการทำงาน:
1. การรับจ้างทำการตลาด
- ข้อดี: ธุรกิจได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงเป็นค่าบริการคงที่ ไม่มีความเสี่ยงด้านรายได้ขึ้นอยู่กับยอดขาย ซึ่งทำให้สามารถคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น
- ข้อเสีย: รายได้มีขีดจำกัดตามที่ตกลงกันไว้ หากแคมเปญประสบความสำเร็จมาก ธุรกิจก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม
2. การทำการตลาดแบบรับค่าคอมมิชชัน
- ข้อดี: มีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นหากแคมเปญทำยอดขายได้ดี ธุรกิจและผู้ทำการตลาดมีแรงจูงใจที่จะทุ่มเทเพราะรายได้เพิ่มขึ้นตามยอดขาย
- ข้อเสีย: มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับยอดขาย หากแคมเปญไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ทำการตลาดอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนเพียงพอ
สรุป
- การรับจ้างทำการตลาด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการรายได้คงที่และควบคุมต้นทุนได้ดี
- การทำการตลาดแบบรับค่าคอมมิชชัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความมั่นใจในทักษะและกลยุทธ์การขาย และยินดีรับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า
นี่คือตารางเปรียบเทียบระหว่าง การรับจ้างทำการตลาด และ การทำการตลาดแบบรับค่าคอมมิชชัน:
หัวข้อ | รับจ้างทำการตลาด | ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน |
---|---|---|
ลักษณะการจ่ายค่าตอบแทน | ค่าบริการคงที่ตามที่ตกลง | ค่าคอมมิชชันตามยอดขายที่เกิดขึ้น |
ข้อดี | – รายได้คงที่ คาดการณ์ได้ | – รายได้มีโอกาสสูงขึ้นตามยอดขายที่สำเร็จ |
– ไม่มีความเสี่ยงด้านรายได้ | – มีแรงจูงใจในการเพิ่มยอดขาย | |
ข้อเสีย | – รายได้จำกัดตามข้อตกลง ไม่เพิ่มตามผลลัพธ์ของการตลาด | – ความเสี่ยงสูง รายได้ขึ้นอยู่กับยอดขายที่สำเร็จ |
– อาจขาดแรงจูงใจในการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จมาก | – ถ้าแคมเปญไม่ประสบความสำเร็จ รายได้อาจไม่คุ้มค่า | |
เหมาะกับธุรกิจที่ | – ต้องการการบริหารจัดการต้นทุนที่แน่นอน | – ต้องการการกระตุ้นให้เพิ่มยอดขาย และยอมรับความเสี่ยง |
เหมาะกับผู้ทำการตลาดที่ | – ต้องการรายได้คงที่และไม่เสี่ยงกับยอดขาย | – มีความมั่นใจในทักษะการขายและการสร้างยอดขาย |
มาตรฐานการจ้างงาน
ข้อมูลที่ให้มา:
- ราคาพัดลม 360 องศา: 3,990 บาท
- ค่าส่ง: 350 บาท (ภาระลูกค้า)
- ราคาพัดลมรวมค่าส่ง: 3,990 บาท + 350 บาท = 4,340 บาท
- ต้นทุนการผลิต (สมมุติ): ??? บาท/ชิ้น
- รับจ้างทำการตลาด10%-20% ของยอดขาย (สมมติ) หรือ
ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน 5%-15% ของยอดขาย (สมมติ) - กำลังการผลิต: เดือนละ 2,000 ตัว, ขยายได้ถึง 6,000 ตัว/เดือน
- สต๊อกพร้อมขาย: 200 ตัว
- ยอดขายที่ต้องการขายผ่านโซเชียล: 100 ตัวต่อรอบการขาย
ในการเลือกทำการตลาดสำหรับการขายพัดลม 360 องศา สามารถพิจารณาได้สองรูปแบบหลัก คือ รับจ้างทำการตลาด และ ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน โดยมีการคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแต่ละรูปแบบดังนี้:
1. รับจ้างทำการตลาด
ในการเลือกทำการตลาดในรูปแบบนี้, คุณจะต้องจ่ายค่าบริการการตลาดให้กับบริษัทที่รับทำการตลาดตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจจะรวมถึงการใช้โฆษณาออนไลน์, การวางแผนกลยุทธ์การตลาด, การทำคอนเทนต์, และการจัดการกับลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
ข้อดี
- คุณไม่ต้องดูแลการตลาดเอง
- บริษัทการตลาดจะมีประสบการณ์ในการเพิ่มยอดขาย
- สามารถเน้นไปที่การขายและการผลิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาด
ข้อเสีย
- ต้นทุนการทำการตลาดอาจสูงกว่าการรับค่าคอมมิชชัน
- อาจต้องจ่ายค่าสัญญารายเดือนหรือรายปีตามข้อตกลง
คำนวณค่าใช้จ่าย
- ค่าบริการการตลาด (สมมติ): บริษัทการตลาดสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ประมาณ 10%-20% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับบริการที่ให้
- ตัวอย่าง: ถ้าขายได้ 100 ตัวในแต่ละรอบ (ราคา 3,990 บาทต่อชิ้น) จะต้องจ่ายค่าบริการการตลาด 10%-20% ของยอดขาย (3,990 บาท × 100 ตัว = 399,000 บาท)
- ค่าบริการการตลาด 10% = 39,900 บาท / รอบการขาย
2. ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน
ในรูปแบบนี้, คุณจะให้ผู้ที่ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชันจากยอดขายที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้ว คอมมิชชันจะอยู่ที่ 5%-15% ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ทำการตลาดกับผู้ขาย
ข้อดี
- คุณจ่ายค่าคอมมิชชันตามยอดขายจริง ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า
- ค่าคอมมิชชันมีความยืดหยุ่นและสามารถต่อรองได้
- ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน
ข้อเสีย
- คุณต้องแบ่งรายได้จากการขายกับคนที่ทำการตลาด
- บางครั้งคอมมิชชันอาจสูงถ้าผลการขายดี
คำนวณค่าใช้จ่าย
- คอมมิชชัน: หากคอมมิชชันตั้งไว้ที่ 10% ของยอดขาย
- ถ้าคุณขายได้ 100 ตัวในแต่ละรอบ (3,990 บาท × 100 ตัว = 399,000 บาท)
- ค่าคอมมิชชัน = 10% ของ 399,000 บาท = 39,900 บาท / รอบการขาย
สรุปเปรียบเทียบระหว่าง 2 รูปแบบ
รูปแบบการตลาด | ค่าบริการการตลาด/ค่าคอมมิชชัน | ข้อดี | ข้อเสีย |
---|---|---|---|
รับจ้างทำการตลาด | 10%-20% ของยอดขาย (สมมติ) | ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตลาดเอง | ค่าใช้จ่ายสูง และอาจต้องจ่ายล่วงหน้า |
ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน | 5%-15% ของยอดขาย (สมมติ) | จ่ายตามยอดขายจริง, ลดความเสี่ยง | ต้องแบ่งผลกำไรจากการขายให้ผู้ทำการตลาด |
คำแนะนำ
- ถ้าคุณต้องการความสะดวก และ ไม่ต้องการจัดการการตลาดเอง: การเลือก รับจ้างทำการตลาด อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หากคุณพร้อมที่จะจ่ายค่าบริการสูงขึ้น
- ถ้าคุณต้องการควบคุมต้นทุนการตลาด และ จ่ายตามผลลัพธ์: ทำการตลาดรับค่าคอมมิชชัน อาจเหมาะสมกว่า เนื่องจากคุณสามารถจ่ายตามยอดขายจริงและไม่ต้องเสียค่าบริการสูงตั้งต้น
คาดการณ์ลูกค้าในหนึ่งปี (แบ่งตามไตรมาส)
- กำลังการผลิต: 2,000 ตัว/เดือน (สามารถขยายได้ถึง 6,000 ตัวต่อเดือนตามยอดคำสั่งซื้อ)
- ยอดขายที่คาดการณ์ในหนึ่งปี:
2,000 ตัว/เดือน × 12 เดือน = 24,000 ตัว
การคาดการณ์ลูกค้าแบ่งตามไตรมาส:
- ไตรมาสที่ 1 (Q1): คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าได้ 20% ของยอดขายทั้งหมด (ยอดขายยังไม่เต็มที่ในช่วงเริ่มต้น)
24,000 ตัว × 20% = 4,800 ตัว - ไตรมาสที่ 2 (Q2): คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าได้ 25% ของยอดขายทั้งหมด (เริ่มมีการขยายยอดขาย)
24,000 ตัว × 25% = 6,000 ตัว - ไตรมาสที่ 3 (Q3): คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าได้ 30% ของยอดขายทั้งหมด (ยอดขายขยายตัวสูงสุดในช่วงนี้)
24,000 ตัว × 30% = 7,200 ตัว - ไตรมาสที่ 4 (Q4): คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าได้ 25% ของยอดขายทั้งหมด (ยอดขายเริ่มคงที่)
24,000 ตัว × 25% = 6,000 ตัว
3. อัตราส่วนผลตอบแทนต่อลูกค้า (ROI)
การคำนวณกำไรสุทธิ:
- รายได้จากการขายหนึ่งหน่วย = 4,340 บาท
- สมมุติว่า กำไรสุทธิ หลังจากหักต้นทุนการผลิต (2,000 บาท) คือ 30%:
- กำไรสุทธิจากการขายหนึ่งตัว = 30% × 4,340 = 1,302 บาท
คำนวณ ROI:
- ค่าคอมมิชชันที่จ่าย = 434 บาท (10% ของ 4,340 บาท)
- ROI = (กำไรสุทธิจากการขาย – ค่าคอมมิชชันที่จ่าย) / ค่าคอมมิชชันที่จ่าย
- ROI = (1,302 – 434) / 434 = 2.99 หรือ 299%
สรุป:
รายการ | ค่า |
---|---|
ราคาพัดลมรวมค่าส่ง | 4,340 บาท |
ค่าคอมมิชชันการตลาด (0%) | 0 บาท |
ต้นทุนการตลาดต่อการรับลูกค้าหนึ่งคน (20%) | 868 บาท |
ยอดขายที่คาดการณ์ในหนึ่งปี | 24,000 ตัว |
คาดการณ์ลูกค้าในไตรมาสที่ 1 (Q1) | 4,800 ตัว |
คาดการณ์ลูกค้าในไตรมาสที่ 2 (Q2) | 6,000 ตัว |
คาดการณ์ลูกค้าในไตรมาสที่ 3 (Q3) | 7,200 ตัว |
คาดการณ์ลูกค้าในไตรมาสที่ 4 (Q4) | 6,000 ตัว |
กำไรสุทธิจากการขายหนึ่งตัว (30%) | 1,302 บาท |
อัตราส่วนผลตอบแทน (ROI) | 299% |
สรุป:
- ต้นทุนการตลาดต่อการรับลูกค้าหนึ่งคน = 848 บาท
- คาดการณ์ยอดขายในหนึ่งปี = 24,000 ตัว
- ROI = 299% (จากการจ่ายค่าคอมมิชชัน)
การทำการตลาดในลักษณะนี้มีอัตราผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในการจ่ายค่าการตลาด 20% และสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่องตามกำลังการผลิต
หากตั้งเป้าทำการตลาดเพื่อขายให้หมดใน 1-12 เดือน
หากตั้งเป้าทำการตลาดเพื่อขายให้หมดใน 1 เดือน โดยมียอดขายตั้งแต่ 2,000 ถึง 6,000 ตัวต่อเดือน (ตามกำลังการผลิตที่สามารถเพิ่มได้สูงสุด) เราจะคำนวณจำนวนวันที่จำเป็นต้องขายและยอดขายเฉลี่ยที่ควรทำได้ต่อรอบการขายให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้
ข้อมูลที่ให้มาและข้อสมมติ:
- ยอดขายต่อเดือน: 2,000 – 6,000 ตัว (ตามกำลังการผลิต)
- ยอดขายต่อรอบการขาย: 100 ตัว
- ระยะเวลาเป้าหมาย: ขายหมดใน 1 เดือน (30 วัน)
คำนวณจำนวนวันที่ต้องขายเพื่อให้ได้ยอดขายตามเป้าหมาย
1. หากต้องการขายให้ครบ 2,000 ตัวต่อเดือน
- ขายต่อรอบการขาย: 100 ตัว
- จำนวนรอบการขายที่ต้องทำ:
2000 \100 = 20 { รอบการขายต่อเดือน} - ดังนั้น ต้องขาย 20 รอบการขายภายใน 30 วัน หมายความว่าคุณจะต้องขายได้ วันละรอบการขายทุก 1.5 วัน (30/20).
2. หากต้องการขายให้ครบ 6,000 ตัวต่อเดือน
- ขายต่อรอบการขาย: 100 ตัว
- จำนวนรอบการขายที่ต้องทำ:
6000 \100 = 60 - ดังนั้น ต้องขาย 60 รอบการขายภายใน 30 วัน หมายความว่าคุณจะต้องขายได้ วันละ 2 รอบการขาย (60 รอบ/30 วัน).
แนะนำการตลาดตามกำลังการผลิตและเป้าหมายยอดขาย
- หากกำลังการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตัว/เดือน:
- เป้าหมายการขาย: 100 ตัวต่อรอบ x 20 รอบ = 2,000 ตัว
- ช่องทางการตลาดที่เหมาะสม:
- โฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook และ Instagram: ใช้โฆษณาแบบเร่งด่วนเพื่อเพิ่มการรับรู้และให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น
- ใช้ Influencers บน TikTok: เพื่อโปรโมตพัดลมในฐานะสินค้าประจำบ้าน โดยเน้นการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูง
- LINE@ และการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ: เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำและเสนอโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าปัจจุบันเพื่อเพิ่มยอดขายเร็วขึ้น
- หากต้องการขยายกำลังการผลิตเป็น 6,000 ตัว/เดือน:
- เป้าหมายการขาย: 100 ตัวต่อรอบ x 60 รอบ = 6,000 ตัว
- ช่องทางการตลาดที่เหมาะสม:
- เพิ่มการโฆษณาในทุกแพลตฟอร์ม (Facebook, Instagram, TikTok): โดยเฉพาะแคมเปญวิดีโอที่สร้างความน่าสนใจในการใช้งานพัดลม 360 องศา
- โปรโมชั่นพิเศษและการลดราคา: เพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น ลดราคาพิเศษเมื่อซื้อครบ 2 ตัวขึ้นไปหรือจัดโปรโมชั่นฟรีค่าจัดส่งสำหรับการซื้อครั้งแรก
- โฆษณาผ่าน Google Ads และ YouTube: โดยใช้การโฆษณาในรูปแบบ Video Ads เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็นการใช้งานจริงของพัดลมและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในช่วงเวลานั้น
สรุปยอดขายสูงสุดตามกลยุทธ์การตลาดที่ควรใช้ในปัจจุบัน
- ยอดขายสูงสุดที่คาดการณ์ได้:
- หากสามารถขยายยอดขายได้ถึง 6,000 ตัว/เดือน โดยขายได้ครบ 100 ตัวทุกๆ รอบการขายที่วางแผนไว้ใน 4 ไตรมาส:
- ยอดขายต่อไตรมาส: 6,000 ตัว × 3 เดือน = 18,000 ตัว
- ยอดขายต่อปี: 18,000 ตัว × 4 ไตรมาส = 72,000 ตัวต่อปี
- รายได้สูงสุดต่อปี (จากการขาย 72,000 ตัว)
72,000\3,990 = 287,280,000 บาทต่อปี - กลยุทธ์ที่เน้นในปัจจุบัน:
- การใช้โซเชียลมีเดียและ Influencers เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่องทางหลัก
- จัดโปรโมชั่นดึงดูดใจลูกค้า และขยายช่องทางการโฆษณาให้ครอบคลุมมากขึ้น
สรุปค่าใช้จ่ายของการทำการตลาดทั้งสองรูปแบบ:
รายละเอียด | รูปแบบจ้างทำการตลาด | รูปแบบค่าคอมมิชชัน 15% |
---|---|---|
ยอดขายเป้าหมายต่อเดือน | 2,000 ชิ้น | 2,000 ชิ้น |
ราคาขายต่อชิ้น | 3,990 บาท | 3,990 บาท |
ค่าการตลาดต่อชิ้น | 848 บาท | 15% ของราคาขาย (598.5 บาท) |
ค่าใช้จ่ายการตลาดรวมต่อเดือน | 848 บาท × 2,000 ชิ้น = 1,696,000 บาท | (3,990 บาท × 15%) × 2,000 ชิ้น = 1,197,000 บาท |
ค่าแรงพนักงาน (16 วัน) | 6,000 บาท × 16 วัน = 96,000 บาท | ไม่มี |
ค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน | 1,696,000 + 96,000 = 1,792,000 บาท | 1,197,000 บาท |
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายสูงกว่า | ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า |
สรุป
- รูปแบบจ้างทำการตลาด: ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,792,000 บาทต่อเดือน
- รูปแบบค่าคอมมิชชัน 15%: ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,197,000 บาทต่อเดือน
ข้อแนะนำ: รูปแบบค่าคอมมิชชัน 15% จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า โดยลดต้นทุนได้ ประมาณ 595,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเหมาะสำหรับการควบคุมงบประมาณและลดความเสี่ยงในการลงทุน
คำแนะนำในการจัดทำสัญญาจ้างสำหรับการตลาดทั้งสองรูปแบบ
1. สัญญารูปแบบจ้างทำการตลาด (พนักงานรับเงินรายวัน)
รายละเอียดที่ควรระบุในสัญญา:
- ระยะเวลาการจ้างงาน: กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น การจ้างงานแบบเดือนต่อเดือน หรือสัญญาชั่วคราวตามโปรเจ็กต์การขาย
- ค่าจ้างรายวัน: ระบุค่าจ้างรายวันที่ 6,000 บาท และเงื่อนไขการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายรายวันหรือรายเดือน รวมถึงการกำหนดวันและช่องทางการจ่ายเงิน
- จำนวนวันทำงาน: ระบุจำนวนวันที่ต้องทำงานในแต่ละเดือน (เช่น 16 วัน) เพื่อความชัดเจนในการคำนวณค่าแรง
- เป้าหมายการขาย: กำหนดยอดขายเป้าหมาย เช่น 2,000 ชิ้นต่อเดือน หากไม่ถึงยอดนี้อาจมีการปรับปรุงแผนการตลาด
- ขอบเขตของงาน (Scope of Work): ระบุหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำ เช่น การวางแผนการตลาด การจัดทำเนื้อหาสำหรับโซเชียลมีเดีย การจัดการโฆษณา และการวิเคราะห์ผล
- ข้อตกลงในการยกเลิกสัญญา: ระบุเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาหรือการสิ้นสุดของโปรเจ็กต์ รวมถึงกรณีที่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า
- เงื่อนไขและบทลงโทษ: หากยอดขายไม่ถึงเป้าหมาย สามารถระบุการประเมินผลงานเพื่อพิจารณาการทำงานในเดือนต่อไป
ข้อดีของสัญญารูปแบบนี้:
- ควบคุมการทำงานได้ง่าย สามารถประเมินประสิทธิภาพการตลาดและปรับปรุงได้ตามต้องการ
- เหมาะกับการวางแผนระยะสั้นเพื่อดูผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย:
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงหากผลลัพธ์การขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
- ต้องใช้ทรัพยากรเวลาและการติดตามเพื่อให้พนักงานทำงานได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ
2. สัญญารูปแบบค่าบริการการตลาดค่าคอมมิชชัน 15%
รายละเอียดที่ควรระบุในสัญญา:
- ค่าคอมมิชชัน: ระบุอัตราค่าคอมมิชชันที่ 15% จากราคาขายต่อชิ้น (598.5 บาทต่อชิ้น) และระบุว่าคำนวณจากยอดขายสุทธิของสินค้าเท่านั้น
- เป้าหมายการขาย: ระบุจำนวนสินค้าที่คาดหวังให้ขายได้ในแต่ละเดือน เช่น 2,000 ชิ้น
- ระยะเวลาของสัญญา: กำหนดระยะเวลาของสัญญา เช่น 3-6 เดือน เพื่อให้มีช่วงเวลาที่พอเหมาะในการวัดผล หากต้องการต่อสัญญาสามารถพิจารณาผลการทำงานได้
- ขอบเขตของงาน (Scope of Work): ระบุหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ เช่น การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย การวิเคราะห์และปรับกลยุทธ์การตลาด
- เงื่อนไขการจ่ายค่าคอมมิชชัน: ระบุวิธีการและระยะเวลาการจ่ายค่าคอมมิชชัน เช่น จ่ายเป็นรายเดือนหลังจากยอดขายได้รับการตรวจสอบแล้ว
- บทลงโทษหรือเงื่อนไขกรณีไม่บรรลุเป้าหมาย: หากยอดขายไม่ถึงเป้าหมาย สามารถระบุการเจรจาปรับแผนหรือพิจารณายกเลิกสัญญาได้
- สิทธิ์ในการตรวจสอบยอดขาย: ผู้ว่าจ้างควรมีสิทธิ์ในการตรวจสอบยอดขายจริง เพื่อความโปร่งใสในการคำนวณค่าคอมมิชชัน
ข้อดีของสัญญารูปแบบนี้:
- ค่าคอมมิชชันเป็นการจ่ายตามยอดขายจริง ลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- กระตุ้นผู้ให้บริการการตลาดให้พยายามทำยอดขายได้มากขึ้นเพื่อรับค่าคอมมิชชันสูง
ข้อเสีย:
- อาจมีการคาดการณ์ยอดขายที่ไม่ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
- หากไม่มียอดขาย จะไม่มีการจ่ายค่าคอมมิชชัน ทำให้ผู้ให้บริการอาจลดความใส่ใจในงานหากยอดขายไม่เป็นไปตามคาด
สรุปการเลือกใช้สัญญาทั้งสองรูปแบบ:
หากต้องการลดความเสี่ยงทางค่าใช้จ่ายและยอมรับค่าตอบแทนตามยอดขายจริง รูปแบบค่าคอมมิชชัน 15% เป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและประหยัด
หากต้องการการควบคุมและมีเป้าหมายยอดขายที่ชัดเจน ควรเลือก รูปแบบจ้างทำการตลาด